อนุทิน” วอนสภาพัฒน์เห็นใจ คืนค่าตอบแทน อสม. คุมโควิด 19 เดือน

87

อนุทิน ระบุ รัฐบาล ควรจะให้การสนับสนุน และให้กำลังใจแก่อสม. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับจากประชาชนทั่วไป และได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงการเสนอใหรัฐบาล จ่ายค่าตอบแทนแก่อสม. เดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 19 เดือน ตั้งแต่ มี.ค. 63 – ก.ย. 64 เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานแก่อสม. ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวัง ส่งเสริม ป้องกัน และควบคุมโรคโควิด-19 ว่าเรื่องนี้ รัฐบาล ควรจะให้การสนับสนุน และให้กำลังใจแก่อสม. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับจากประชาชนทั่วไป และได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก
.
“บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข ทุกคนคือด่านหน้าที่ทุ่มเท ต่อสู้ ป้องกันโรคโควิด-19 ผมจะสนับสนุนในทุกส่วนที่ทำได้ หากต้องตัดหรือปรับลดงบประมาณของ สธ. ในด้านอื่นที่อยู่ในลำดับท้าย ๆ ก็จะทำ ผมยืนยันว่าข้อเสนอการเพิ่มค่าตอบแทนพี่น้องอสม. จนถึง ก.ย. 64 คือความสำคัญอันดับต้น ๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ชาวสาธารณสุขและอสม. ยังต้องทำงานเชิงรุก เพื่อไม่ให้โควิด-19 กลับมาได้อีก ซึ่งค่าตอบแทนคือขวัญกำลังใจ ที่เทียบไม่ได้กับความเสียสละของพวกเขา และเป็นโครงการที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย อีกทั้งเป็นข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่ในการพิจารณารับรองพ.ร.ก.เงินกู้ ด้วย”
.
ส่วนกรณีที่ เลขาธิการสภาพัฒน์ ชี้แจงเหตุที่ต้องตัดงบประมาณตอบแทน อสม. จาก 19 เดือน เหลือ 7 เดือนเพราะกระทรวงสาธารณสุขเสนอโครงการต่าง ๆ ที่จะใช้เงินกู้ รวมแล้วเป็นเงิน 51,000 ล้านบาท เกินวงเงิน 45,000 ล้านบาท นั้น นายอนุทิน ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุข เสนอโครงการขอใช้เงินกู้ จำนวน 43,900 ล้านบาท ส่วนที่เกินมานั้น เป็นโครงการที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงอุดมศึกษาฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เสนอ อีกประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งสภาพัฒน์ ให้นำมารวมกับกระทรวงสาธารณสุข และให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอเป็นก้อนเดียวกัน จึงทำให้งบที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข เกิน 45,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข มีวงเงิน ไม่เกิน 45,000 ล้านบาท

รมว.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า ในชั้นกรรมการกลั่นกรอง ของสภาพัฒน์ ได้แจ้งให้ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยัน และเรียงลำดับความสำคัญของโครงการที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอขอใช้เงินกู้ ให้สภาพัฒน์ พิจารณา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันไปว่า โครงการจัดสรรค่าตอบแทนแก่ อสม. มีความสำคัญ เป็นลำดับที่ 1 และให้จัดสรรงบเต็มจำนวนตามที่เสนอขอใช้เงินกู้ คือ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของอสม. 1,050,000 คน ให้ควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง
.
ดังนั้นหากสภาพัฒน์ พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นต้องตัด หรือ ลดงบประมาณ การใช้เงินกู้ในโครงการอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมพิจารณาปรับปรุงโครงการ อื่น ๆ และนำเสนอให้สภาพัฒน์พิจารณาอีกครั้ง แต่ขอให้คงงบค่าตอบแทนอสม. ไว้ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ
.
“ทุกโครงการที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอให้สภาพัฒน์ พิจารณา อยู่ในกรอบวงเงิน 45,000 ล้านบาท แต่หากสภาพัฒน์ ต้องการให้ปรับลด ปรับปรุง ก็ให้แจ้งมาแต่ควรจะให้คนทำงานได้มีโอกาสชี้แจงการทำงานจริง ให้คณะกรรมการ ทราบด้วยและกระทรวงสาธารณสุข ขอยืนยันว่าการเสนอขอใช้เงิน 43,000 ล้านบาท ที่กำหนดไว้ในพ.ร.ก. เป็นการเสนอของคณะแพทย์ ที่มีการพิจารณากลั่นกรองมาแล้วอย่างมีเหตุผล เป็นไปตามหลักวิชาการสาธารณสุข การแพทย์ การควบคุมโรค ทุกประการ ไม่ใช่โครงการที่นำเสนอเกินจำเป็น”
.
ส่วนที่มีการให้เหตุผลว่า ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ทั้ง อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุคลากรทางการแพทย์ และ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ถึงเดือนกันยายน 2563 เช่นเดียวกันนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า อสม. มีสถานะจากบุคลากร และเจ้าหน้าที่ทุกกลุ่มที่นำมาอ้างถึงและเทียบเคียงกัน อีกทั้งการทำงานของ อสม. ก็แตกต่างจากบุคลากรทางการแพทย์ อสม.ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีสวัสดิการ ได้รับเพียงค่าป่วยการในการทำงาน เมื่อมีการระบาดของโรคโควิด-19 อสม.ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงภัยมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จากการเฝ้าระวังทุกบ้าน ทุกครัวเรือน
.
กระทรวงสาธารณสุข จึงเสนอขอให้รัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำงานแก่ อสม. คนละ 500 บาทต่อเดือน เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่มาก และเหมาะสมกับการทำงานที่เพิ่มขึ้น หากรัฐบาลเข้าใจการทำงานของอสม. เชื่อว่าจะไม่ปฏิเสธ และต้องสนับสนุน เพราะอสม.ทุกคนกำลังทำงานให้รัฐบาล และสร้างความเชื่อถือ ศรัทธา ให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีระบบควบคุมโรคโควิด-19 ดีที่สุด ในสายตาคนทั้งโลก
.
“อสม.มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ เพิ่มขึ้น ตามที่รัฐบาลมอบหมาย จึงควรแยกพิจารณา อสม.เป็นกรณีพิเศษ”
.
สำหรับความเสี่ยงที่จะมีการระบาดรอบที่ 2 จะมากหรือน้อย ซึ่งสภาพัฒน์ นำมาเป็นเหตุผลพิจารณาค่าตอบแทนแก่อสม. นั้น รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า อสม.ทำงานในส่วนของการเฝ้าระวัง ส่งเสริม ป้องกัน ควบคุมการระบาด เป็นผู้ที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องได้รับการสนับสนุนเป็นลำดับแรก และหาก อสม.ทำงานได้เต็มที่ ก็มีโอกาสที่จะลดความเสี่ยงที่จะมีการระบาดรอบที่ 2 ได้มาก
.