โค้งสุดท้ายเลือกอธิการรามฯ สถาพรมาแรง กระแส’เปลี่ยน’

594

กระแส ‘เปลี่ยน’ ไม่เอาสืบทอดอำนาจ ทำให้ดร.สถาพร มาแรงในการหยั่งเสียงล่าสุด ก่อนการเลือกตั้งอธิการบดีรามคำแหง บวกกับนโยบาย คืนค่าคุมสอบให้เจ้าหน้าที่และให้นักศึาษาสอบได้ 3 ครั้ง ทำให้ ดร.สถาพรได้รับการตอบรับสูง ในขณะที่ ดร.สืบพงษ์ ลูกเขยสุพจน์ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม แม้จะได้แบ็คดี แต่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคนที่เข้ามาสืบทอดอำนาจของอธิการคนเก่าหรือไม่กลายเป็นจุดอ่อน

ผู้สมัครเข้าสรรหาอธิการบดีที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ประกอบด้วย เบอร์ 1 ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ เบอร์ 2 ผศ.ดร.สถาพร สระมาลีย์ และเบอร์ 3 รศ.ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว ทั้ง 3 คนได้ผ่านเวทีการแถลงนโยบายต่อบุคลากรในรั้วรามคำแหงทั้งสามสายมาแล้ว คือ สายอาจารย์ สายเจ้าหน้าที่และสายนักศึกษา เมื่อปลายเดือนกันยายน

เบอร์ 1 ดร.สืบพงษ์
เอ่ยชื่อนี้มา อาจไม่เป็นที่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า เป็นลูกเขยอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม หลายคนร้องเอ๋อ จากเหตุการณ์ที่มีโจรขึ้นบ้านขโมยเงินจำนวนมากภายในบ้าน ในคืนที่ดร.สืบพงษ์ แต่งงานกับลูกสาวนายสุพจน์ และมีการให้การว่า เงินบางส่วนที่ถูกขโมยไปเป็นสินสอด แต่สุดท้ายศาลก็มีคำสั่งจำคุกนายสุพจน์ ข้อหาร่ำรวยผิดปกติแล้วให้ยึดทรัพย์จำนวนหนึ่ง

ดร.สืบพงษ์ เคยเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน ก่อนย้านมาเป็นอาจารย์รามคำแหง และมีความใกล้ชิดกับดร.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อดีตอธิการรามคำแหง และรักษาการอธิการคนปัจจุบัน

เคยทำหน้าที่คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ นโยบายที่ใช้หาเสียงอาทิ พัฒนาระบบการเรียนการสอนเพื่อให้รามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยที่ทันสมัยอย่างแท้จริง ,จัดระบบ Shuttle Bus ในมหาวิทยาลัย , ยกระดับงานอนามัยเป็นศูนย์สุขภาพชุมชน, ให้ทุนอาจารย์ศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศทุกปีการศึกษา ,สร้าง RU IT Academic Platform สำหรับการเรียนการสอนให้เท่าทันโลกยุคใหม่ , สนับสนุนบุคลากรให้ศึกษาในระดับที่สูงขึ้นและสามารถปรับวุฒิการศึกษาได้ตามความเป็นจริงเเละเป็นธรรม ,เพิ่มจำนวนและขยายเวลาปิด/เปิดห้องอ่านหนังสือ(โดยเฉพาะโซนด้านหลังราม) , “ห้องน้ำสวย ห้องน้ำสะอาด” เปิดบริการตลอด 7 วัน/สัปดาห์, สร้างรายได้ให้นักศึกษาโดยการฝึกอาชีพเสริม ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, จัดสัปดาห์นัดพบแรงงาน

ส่วนเบอร์2 ผศ.ดร.สถาพร
เป็นลูกรามคำแหง จบปริญญาตรีตอนอายุ 19 ปี 8 เดือน นับเป็นเด็กเรียนเก่ง สอบเนติบัณฑิต และไปเรียนปริญญาโท และเอกจากประเทศเยอรมนี เป็นคนไทยในไม่กี่คนที่จบกฎหมายมหาชนจากเยอรมนี เคยเป็นรองอธิการบดีมา 8 ปี

ดร.สถาพร เน้นหาเสียงด้านรายได้และสิทธิที่เสียไปของอาจารย์และสายสนับสนุน เช่น พลิกโฉมมหาวิทยาลัย สร้างความเป็นเลิศ ,กระจายงานกระจายรายได้ของบุคลากร ,การสร้างสวัสดิการเป็นรายได้นอกจากเงินเดือน พร้อมเรียกคืนสิทธิจ่ายเต็ม เงินเดือนของพนักงานสายอาจารย์ ,คืนสิทธิ์ค่าคุมสอบ ปรับค่าคุมสอบให้กลับมาเช่นเดิม ,การคืนสิทธิการเรียนภาษาจ่ายคืน 5,000 บาท และภาษาที่ 2 จะได้เพิ่มอีก 5,000 บาท,จัดทำวารสารและบทความทางวิชาการของทุกคณะ ,จัดระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ , คืนสิทธิจ่ายเต็มเงินเดือนพนักงานสายอาจารย์1.7 ให้เป็นไปตามมติครม. ,จัดตั้งคลินิกวิชาการ ,ลูกจ้างมหาวิทยาลัยเมื่อเกษียณรับบำเหน็จห้าเท่าของเงินเดือน ,จัดทำระบบประกันเต็มรูปแบบ สร้างบันไดเลื่อนและสกายวอล์กเชื่อมอาคารเรียน รวมทั้งดูแลงบการจัดกิจกรรมของนักศึกษา เพิ่มการสอบ etesting และจัดสอบ etesting ในระบบอัตนัยด้วย และเน้นย้ำว่าเป็นนโยบายที่ทำได้ ทำทันที 100%

เบอร์3 รศ.ดร.ปรัชญา
มาจากคณะรัฐศาสตร์ มีกระแสข่าวสะพัดในรั้วรามว่า สังกัดบ้านรังสรรค์ หรือเป็นสายตรงของรังสรรค์ เเสงสุข อดีตอธิการบดีในอดีต โดยเบอร์3ออกตัวแคมเปญเด่นๆที่ใช้หาเสียงว่า จะนำรามคำแหงสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ,จัดระบบบริหารหลักสูตรนอกระบบ, สร้างเครือข่ายพันธมิตรนอกมหาวิทยาลัย, จัดระบบสวัสดิการสินเชื่อด้านต่างๆให้บุคลากร ,คืนงบกิจกรรมให้อศมร. เจ็ดล้านบาทต่อปี,สร้างลานกิจกรรมนักศึกษา, อบรมบัณฑิตก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน, จัดทำตำราอี-บุ๊ค จัดระบบออนไลน์ใหม่

ตอนนี้พบว่า ชาวรามสนใจหลักๆอยู่ 2เบอร์ เช่น เบอร์1 เพราะนโยบายจับต้องได้และยกระดับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้สมฐานะตลาดวิชาแห่งโลก 4.0 แตาเบอร์1ยังมีการบ้านอีกหลายข้อที่จะต้องปรับแก้ให้ทันเกมในช่วงท้ายๆ เช่น การเป็นลูกเขยสุพจน์ ทรัพย์ล้อมอดีตปลัดคมนาคม จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับเขาอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องอธิบาย ข้อครหาสืบทอดอำนาจ จริงเท็จหรือไม่ ต้องแก้เกมให้ออกเพื่อพิสูจน์ตัวเองเอาชนะใจ”ลูกพ่อขุน”

ส่วนเบอร์2 หาเสียงโดยอาศัยความเจนสนามเเละยังอ้างว่าพร้อมเปลี่ยนรามเเบบพลิกฝ่ามือ ด้วยการใช้เงินสะสมของ มร.ที่มีหลากหลายเพื่อยกระดับ ม.รามคำแหงให้ดีกว่าเดิม เเต่มีเสียงวิจารณ์ว่านโยบายที่หาเสียงนั้นทำได้ยากนัก แต่ อ.สถาพร ยืนยันว่า เป็นนโยบายที่ทำได้ ทำทันที 100% นี้ยังไม่นับรวมการบริหารจัดการวิทยบริการ การใช้ที่ดินว่างให้เกิดประโยชน์ เกิดการสร้างงาน การใช้อาคารร้างให้เกิดประโยชน์

ขณะที่นโยบายคืนค่าคุมสอบ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ เพราะแต่เดิมเคยได้เทอมละ 8,000-10,000 บาท แต่ถูกหักไปเหลือ 3,000-4,000 บาท การคืนเงินที่เคยถูกหักไป จึงเรียกคะแนนจากสายเจ้าหน้าที่ได้ไม่น้อย ขณะที่นโยบายเปิดห้องสมุด24 ชม. และให้นักศึกษาสอบปรนัยได้เทอมละ 3 ครั้ง และสอบอัตนัยได้ 1 ครั้ง เรียกคะแนนจากนักศึกษาได้่ และอาจารย์ก็สนับสนุน เพราะจะได้รับค่าตรวจข้อสอบเพิ่มด้วย

ทั้งนี้ จากการหยั่งกระแสในรามคำแหง การตอบรับของทั้งสามสาย ซึ่งมีสายอาจารย์เจ้าหน้าที่และนักศึกษาได้ให้ความคิดเห็นเรื่องต่างๆในรามคำแหงว่า อยากเห็นสิ่งใหม่ๆจะเกิดขึ้นในรามคำแหงเนื่องจากที่ผ่านมาถูกหมักหมมมาร่วม10กว่าปี ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของผู้บริหารที่อายุเกิน 60 ปี เรื่องการสืบทอดอำนาจที่บ่งบอกถึงการไม่มาพากลของการบริหารมหาวิทยาลัยในอนาคต รวมถึง อาคารสถานที่ที่ก่อสร้างทิ้งร้างไว้นานจำนวนหลายอาคาร ซึ่งล่าสุดการขึ้นสู่ตำแหน่งรักษาการของอดีตอธิการบดีที่นักศึกษาไปร้อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบหลังพบว่า มีรักษาการโดยมิชอบและอาจจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งระบบ เช่น การเซ็นอนุมัติหรือการจ่ายเงินอาจจะเป็นโมฆะทั้งหมด ซึ่งความไม่พอใจสิ่งเดิม น่าจะทำให้ ดร.สถาพร หมายเลข 2 ได้รับการตอบรับ เพราะมีนโยบายที่ตรงกับความต้องการของทั้ง 3 ฝ่าย ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ในขณะที่เบอร์ 1 ถูกตั้งคำถามว่า มาสืบทอดอำนาจอธิการบดีคนก่อนหรือไม่ ถ้าเลือกไปก็อยู่แบบสภาพเดิมๆ

แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการสรรหาในวันที่ 20 ตุลาคม โดยนักศึกษา เจ้าหน้าที่และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่จะเลือกอนาคตของตัวเอง