ชีวิตอันมีสีสัน เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่”

58

“เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่” เป็นบุตรของ “เจ้าราชวงศ์” (ชมชื่น ณ เชียงใหม่)กับ “เจ้ากรรณนิกา ณ เชียงใหม่” สมัยหนุ่มร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี มีเสน่ห์มาก เป็น”วิศวกรกรมทาง” (รุ่นบุกเบิก..) ชีวิตของท่านมีสีสันมาก..

เมื่ออายุ ๓ ขวบ..
เจ้าแม่ของเจ้ากาวิละวงศ์ ถึงแก่กรรม..
เจ้าพ่อจึงนำตัวท่านกับพี่สาว
มากรุงเทพในสมัยปลายรัชกาล..
“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ ๕)
เพื่อยกให้ “เจ้าดารารัศมี” โดยหวังอนาคตที่ดีกว่า..พระราชชายา เลี้ยงดูอุปการะไว้ยัง “พระบรมมหาราชวังฝ่ายใน”

จนถึง ๘ ขวบ..
“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ ๕) โปรดให้ “พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร” ออกไปเป็น “ราชทูต” ที่ฝรั่งเศส..
จึงทรงพระกรุณาให้ทั้งสองพี่น้อง..ติดตามไปเรียนหนังสือที่นั่นด้วย..

#หลังจากอยู่ที่ปารีสปีเศษ..
“พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์”.ได้ส่งเจ้ากาวิละวงศ์ไปเรียน “พับบลิคสคูล” ใน “อังกฤษ” ที่ “Timsbury”
แต่ทุกครั้งที่ปิดเทอม
ก็ได้ไปพำนักที่ “สถานทูตสยาม” ในกรุงปารีส..
และย้ายไปเข้ามัธยม จนเข้ามหาวิทยาลัยที่นั่น จนได้ปริญญาตรี..

#สมัยเมื่อ “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ ๗) ยังทรงเป็น..
“สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปก” และศึกษาอยู่ในยุโรปนั้น..
ทรงรู้จัก “เจ้ากาวิละวงศ์” มาตั้งแต่สิบขวบ..
ทรงเล่าให้นักเรียนไทยรุ่นหลังๆฟังว่า..

(*”ตากา” มีหมัดมฤตยู)
เด็กๆลือกันว่า..เคยชกเด็กฝรั่งหมอบไปหลายคน.. จึงนับถือ “เจ้ากา” เป็นไอดอล..
ยิ่งตอนเป็นหนุ่ม “รูปหล่อ” ร่างกายสูงใหญ่..ถือว่าเป็นขวัญใจเลยทีเดียว..

#เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในทวีปยุโรป..
“พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)
ทรงส่ง “ทหารอาสา” ไปร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตร..
“เจ้ากาวิละวงศ์” ได้สมัครเข้าร่วมในกองทัพสยามด้วย..

#ได้รับยศ “สิบโท” ประจำการในกองบินทหารบก..
มีหน้าที่เป็น “ล่ามประจำคณะ” ทำความดีความชอบได้เลื่อนยศสูงขึ้นเรื่อยๆ..
จนเป็น “นายดาบ” (ระดับประทวนที่สูงกว่าจ่าสิบเอก)

#หลังสงคราม..ได้เข้าเรียนต่อที่ “วิทยาลัยก่อสร้างสะพาน และถนนแห่งชาติ” ของฝรั่งเศส..
(École nationale des ponts et chausses)
จบแล้ว ฝึกงานกับ “การรถไฟ” ที่นั่นประมาณปีเศษ..จึงได้เดินทางกลับเมืองไทย..

“เจ้ากาวิละวงศ์”
แรกเข้ารับราชการที่ “กรมรถไฟหลวง” เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๖
มีตำแหน่งเป็น “นายช่างผู้ช่วย” ควบคุมการก่อสร้าง “สะพานพระราม ๖”

“บริษัท เล เอตาบริดจ์มองต์ ไตเต” (ประเทศฝรั่งเศส)
เป็นผู้ออกแบบรับเหมา..ก่อนที่สะพานจะสร้างเสร็จ..
“พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้เสด็จสวรรคตไปแล้ว..

องค์ผู้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำ “พิธีเปิดสะพาน” (ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๙)
จึงเป็น “พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗)
เจ้ากาได้เฝ้ารับเสด็จ..

#สมัยก่อนโน้นกระทรวงคมนาคมมีเพียง ๓ กรมคือ..
กรมรถไฟ., กรมทาง., และกรมไปรษณีย์โทรเลข..
หากนายช่างกรมใดขาด..ก็จะยืมตัวจากอีกกรมหนึ่งไปใช้งานได้..
“เจ้ากาวิละวงศ์” จึงต้องทำงานสลับไปสลับมา
ระหว่าง “กรมทาง” กับ “กรมรถไฟ”

#ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๙.. “เจ้ากาวิละวงศ์” ได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่เป็น “นายช่างภาค” (ของกรมทาง)
ได้รับมอบหมายให้ “สำรวจเส้นทาง” ที่จะสร้างถนนจาก “ขอนแก่น” ไป “หนองคาย” และ “นครพนม”
และอีกเส้นทางหนึ่งระหว่าง..
“บ้านหมี่-บัวชุม-บัวใหญ่”

#ขณะที่ขึ้นเครื่องบินตรวจการณ์ปีกสองชั้นของทหาร..
จากโคราชย้อนลงไปสำรวจแนวทางนั้น..
นักบินเกิดหลงทิศ..พาเครื่องบินไปน้ำมันหมดเกือบถึงชายแดนพม่าโน่น..ต้องร่อนลง..แล้วโดนยอดไม้ตีลังกาตกในป่า “บ้านหม่องกั๊วะ” อำเภออุ้มผาง..
(*จากภาพที่ถ่ายจากกล้องของท่านเอง..จึงเห็นเครื่องบินหงายท้อง..แต่ไม่ระเบิดไฟลุกไหม้..)
เพราะน้ำมันคงแห้งถังจริงๆ..

ตัวท่านก็อึดมาก..เพียงแต่ข้อกระดูกไหล่หลุด..ชาวบ้านช่วยมัดกับเฝือกเสร็จแล้ว..ยังสามารถยืนถ่ายรูปกับ “ซากเครื่องบิน” ได้..
แถมยังเดินเท้าบุกป่าฝ่าดง..กว่าจะได้นั่งเกวียนนั่งรถ..ต่อรถไฟจนมาถึงกรุงเทพ..แล้วเข้ารักษาตัว
ที่ “โรงพยาบาลศิริราช” เพียงเดือนเศษเท่านั้นก็หายเป็นปกติ..

(*ฉายา “วิศวกรกระดูกเหล็ก” คงได้มาแต่บัดนั้น..)

“เจ้ากาวิละวงศ์” ยังคงทำงาน “กรมทางภาคอีสาน” จนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๙๓

#ในฐานะที่เป็น “ผู้อำนวยการ” สร้างสะพาน “ข้ามแม่น้ำลำโดมใหญ่” บน “ถนนสถิตนิมานกาล”
(อุบลราชธานี)
ด้วยแบบวิศวกรรมอันทันสมัย..
รัฐบาลจึงให้เกียรติขนานนามสะพานนี้อย่างเป็นทางการว่า “สะพานกาวิละวงศ์”

#เมื่อ “องค์การสหประชาชาติ” จัดตั้ง..
“สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก”
(ECAFE) ขึ้น..เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจไทย..

#หลังสงครามโลกครั้งที่สอง..
“เจ้ากาวิละวงศ์” จึงถูกส่งไปประสานนโยบาย..
ท่านทำงานตรงนี้ได้สองปี..จึงเกษียณอายุเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐..

#หลังจากนั้นชีวิตของท่าน ก็อยู่กับงานอดิเรกในด้าน “การถ่ายภาพ” ซึ่งท่านมีชำนาญมาแต่เก่าก่อน..

บรรดาภาพที่ท่านถ่ายไว้
เมื่อครั้งทำงานเกี่ยวกับถนนและสะพาน..มีนับพันรูป..แต่ละรูปได้เขียนบันทึกเรื่องราวไว้เป็นอย่างดี..ทำให้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก..
แล้วท่านยังได้ร่วมก่อตั้ง..
“สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย”
ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๐๔

“เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่”
ได้สมรสกับ “เจ้าศิริประกาย”
มีบุตรธิดา ๓ คน คือ..
๑. เจ้าพงษ์กาวิล..
๒. เจ้าศิริกาวิล..
๓. เจ้ากอแก้วประกายกาวิล..

#เมื่อ “เจ้าศิริประกาย” ถึงแก่กรรม..
ท่านได้สมรสใหม่อีกครั้งกับ..
“คุณหญิงถนิม” (นาวานุเคราะห์) แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน..

#ท่านเริ่มมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๖
เริ่มจากไหล่ที่เคยหลุดคราวเครื่องบินตก..เกิดอักเสบและอาการลุกลามไปที่อื่น
จนเดินไม่ถนัดเหมือนเดิม..

#หลังจากนั้นก็ต้องเข้าโรงพยาบาลแทบจะทุกปี..
เข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย
ด้วยอาการของ “โรคเบาหวาน”
แต่หมอกลับเจอว่าเป็น “มะเร็งที่ปอดและตับอ่อน” แต่ไม่ได้เจาะตรวจ..เพราะท่านอายุมากแล้ว..

#เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหาย “เจ้ากาวิละวงศ์” จึงตัดสินใจกลับมารักษาตามอาการที่บ้าน..อยู่ได้อีก ๒ เดือนจึงได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการอันสงบ..
เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ (สิริอายุรวม ๗๐ ปีกับอีก ๒ วัน..)

*****
#ขอบคุณภาพ และ เรื่องราวบางส่วนจาก..เพจ มล. ชัยนิมิตร นวรัตน์

(*เข้าชมทั้งหมดที่..)
https://www.facebook.com/100000934611880/posts/4399778983396545/?d=n