ลุงตู่เดินหน้า องค์กรรัฐเป็นดิจิตอล พลังพลิกโฉมประเทศ ลั่นไม่ยึดอำนาจ แต่….

35

นายกฯมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล เป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมประเทศลั่นไม่ยึดติดอำนาจ แต่จำเป็นต้องอยู่ตามกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล “DG Awards 2021” ″ ให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่มีการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลในระดับสูงจำนวนทั้งสิ้น 33 รางวัล โดยแสดงความยินดีและชื่นชมกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เพื่อเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมประเทศไปสู่ความก้าวหน้า เป็นไปตามนโยบายและวิสัยทัศน์ 4.0 มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตลอดนปรับตัวให้ทันยุค Next normal เพื่อให้คนไทยไม่น้อยหน้าใครบนสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งสภาพอากาศ ภัยพิบัติโรคระบาดอุบัติใหม่อื่นๆที่จะตามมา

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับดิจิทัล (HUB Digital) และระบบการเชื่อมโยงข้อมูลของอาเซียน เพราะไทยเป็นศูนย์กลางภูมิศาสตร์ แต่การดำเนินการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฏหมาย สุจริต เป็นธรรม ไว้ใจได้ โดยเฉพาะในกิจการดิจิทัล เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และประเทศไทยไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ซึ่งความขัดแย้งภายนอกจะผูกพันกับประเทศไทยด้วย ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่สำคัญ ทุกอย่างมีทั้งวิกฤติและโอกาส ประเทศไทยจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน นอกจากนี้ ยังฝากเรื่อง one stop service ซึ่งได้ยินมานานแล้ว แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ และอยากให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และยังไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดเมื่อไรนั้น แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือการใช้ดิจิทัลในการทำงาน ติดต่อราชการ ในการจ่ายเงินผ่านแฟลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นมาได้ และคนในหน่วยงานต้องมีที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลในทุกกรม ทุกหน่วยงาน และอยากให้ทุกหน่วยงานทำแบบสอบถามรูปแบบดิจิทัล และเป็นคำถามปลายเปิดมากขึ้น เพื่อให้ตรงตามเป้าหมายของงบประมาณ และต้องคำนึงถึงความเห็นที่แตกต่าง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและไม่เกิดความขัดแย้งในการทำงาน
“เป็นเวลา 2 ปีแล้วที่เกิดความไม่แน่นอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะผูกพันกับการใช้งบประมาณของภาครัฐ ทั้งการผ่อนผันการชำระหนี้ การเก็บภาษี ลดดอกเบี้ย แม้แต่ราคาน้ำมันก็ผันผวน ส่งผลให้กับงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกทุกประเทศต้องเผชิญ ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยประเทศเดียว” นายกรัฐมนตรี กล่าว


ทั้งนี้ สถานการณ์ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีถึงดีมากพอสมควร และดีกว่าประเทศอื่น ๆ ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังมีคนไม่พอใจ จึงต้องสร้างความเข้าใจ แม้จะไม่สามารถโต้แย้งได้ แต่ก็เชื่อว่าสักวันจะเข้าใจกันเอง
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าประเทศไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่มาก แต่หากมองอย่างเป็นธรรม ปัญหานี้มีอยู่ทั้งโลก ตราบใดที่ยังมีการค้าแบบพหุภาคี การค้าเสรี และการเป็นประชาธิปไตย ก็ย่อมมีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีที่ไหนเท่าเทียมกันเท่ากฎหมาย แต่ต้องหาแนวทางในการดูแลผู้มีรายได้น้อยให้ดีที่สุด ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งหากทำได้ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะมีความเข้มแข็ง โดยไม่มีการทุจริต มีธรรมาภิบาล
ส่วนการลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเมื่อวานนี้ (2 ธ.ค.) เป็นการไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ได้มองเรื่องการเมือง ซึ่งมุ่งหวังเพียงเห็นรอยยิ้มของประชาชนเท่านั้น
“ผมไม่ได้เป็นคนยึดติดกับอำนาจ จริงๆ แล้วผมเป็นคนเรียบง่าย แต่เมื่อมีเหตุผล และความจำเป็นที่ต้องอยู่ และต้องทำตามหน้าที่ ตราบใดที่กฏหมายยังให้ทำอยู่ ผมก็ต้องทำ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเดียวที่เป็นรางวัลให้กับผม คือความภาคภูมิใจให้กับตนเอง โดยไม่ต้องมีใครมาให้กับผม” นายกรัฐมนตรีกล่าว