หน้าแรก เศรษฐกิจ/ธุรกิจ เปิดเบื้องลึก NEWsขาดทุนบักโกรกต้องขาย’สปริงนิวส์’สุดถูกเท่ากับราคาเช่าเวลา

เปิดเบื้องลึก NEWsขาดทุนบักโกรกต้องขาย’สปริงนิวส์’สุดถูกเท่ากับราคาเช่าเวลา

37
ในที่สุด บริษัททีวีไดเร็ค จำกัด(มหาชน) หรือ TVD และ บริษัทนิวส์เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS พร้อมใจกันแจ้งตลาดหลักทรัพย์ช่วงค่ำเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ในข้อตกลงซื้อขาย บริษัท สปริงนิวส์เทเลวิชั่น จำกัด หรือ SPTV ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลช่อง 19

เวบไซต์ money2know.com ซึ่งเป็นเวบไซต์เจาะลึกในแวดวงหุ้นและการเงิน รายงานระบุว่า SPTV เป็นบริษัทย่อยของบริษัทสปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SPC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษษัท นิวส์เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS อีกชั้นหนึ่ง

TVD ซื้อหุ้น 90.10% ของ SPTV โดยปราศจากภาระผูกพัน และการรอนสิทธิใดๆ ซึ่ง SPTV ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์และธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน โดยได้ร้บใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ประกอบกิจการโทรทัศน์ เลขท่ี BI-S20031-0018-57 เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล หมวดข่าวสารและสาระ สำหรับช่องสปริงนิวส์ทีวีดิจิทัลช่อง 19

ตามข้อตกลง TVD จะชำระค่าหุ้น SPTV ให้แก่ SPC เป็นรายเดือนๆละ 7,655,000 บาท รวมเป็นเงินตลอดอายุของใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 949,220,000 บาท และจ้าง SPC ผลิตรายการข่าวสารและสาระเดือนละ 1,055,000 บาท และ ให้สิทธิ SPC ขายเวลาโฆษณาอีกในสัดส่วน 30% ของเวลาท่ี SPC ผลิตรายการข่าวสารและสาระ ซึ่งมูลค่าประมาณเดือนละ 540,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,595,000 บาท

นอกจากนี้ SPC ต้องรับผิดชอบชำระหนี้คงค้างทั้งหมดของ SPTV ได้แก่ ค่าใบอนุญาต ค่าบริการโครงข่าย (MUX) ค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลท่ีให้บริการเป็นการทั่วไป(Must Carry) รวมทั้งหนี้สินต่างๆ ตลอดจนภาระผูกพันที่มีอยู่ก่อนทั้งหมดก่อนวันชำระการซื้อขายหุ้น

อีกทั้ง SPC ต้องดำรงเงินสด 234,972,000 บาท เพื่อชำระค่าใบอนุญาตกิจการโทรทัศน์งวดสุดท้าย

ภายหลังการซื้อหุ้น สัดส่วนการถือหุ้นใหม่ใน SPTV ดังนี้

TVD ถือหุ้นในสัดส่วน 90.10% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ SPTV หรือ 90,100,000 หุ้น

NEWS ถือหุ้นในสัดส่วน 9.89% หรือ 9,899,400 หุ้น

นายศุทธิชัย บุนนาค ถือหุ้น 200 หุ้น

นายรัตนบุรี อติศัพท์ ถือหุ้น 200 หุ้น

นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ถือหุ้น 200 หุ้น

TVD ซื้อในเงื่อนไข-ราคา”ปริ่มน้ำ”

หากดูเงื่อนไขตกลงราคาซื้อหุ้นเกือบทั้งหมดและเป็นเจ้าของช่อง “ทีวีดิจิทัลช่อง19” ในฝั่งของ TVD ถือว่า “ถูก” เพราะเท่ากับจ่ายทั้งหมด ทั้งค่าหุ้นเป็นรายเดือนและจ้างผลิตรายการให้ตามเงื่อนไข ประมาณ 9.1 ล้านบาท
ก่อนบรรลุข้อตกลง ทาง TVD ซื้อเวลาเพื่อลงโฆษณาใน “สปริงนิวส์ช่อง19” โดยเหมาจ่ายรายเดือนอยู่แล้วเกือบปี โดยจ่ายประมาณเดือนละ 7 ล้านบาท แต่ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นราว 40-50 ล้านบาท

ตามเงื่อนไข TVD ต้องจ่ายให้กับ SPC เดือนละ 7,655,000 บาทตลาดอายุใบอนุญาตที่เหลือ ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 24 เม.ย. 2572 รวม 124 เดือน หรือ ราว 10 ปี เป็นเงิน 949,220,000 บาท

นั่นเท่ากับว่า TVD จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งทำให้ลดความเสี่ยงในเรื่องพื้นที่โฆษณาลงไปได้ เนื่องจากมีช่องของตัวเองเป็นช่องทางในการโฆษณาจำหน่ายสินค้าในเครือ

นอกจากนี้ TVD แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม เพราะการผลิตรายการข่าวและสาระต่างๆตามเงื่อนไขของกสทช.นั้น เป็นเรื่องของ SPC ที่มีรับจ้างผลิตเป็นรายเดือนอยู่แล้ว เท่ากับว่าไม่มีต้นทุนในการผลิตเหมือนช่องดิจิทัลอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้นในช่วงเวลาที่ SPC ผลิตรายการ 6 ชั่วโมง ทาง SPC มีสิทธิขายโฆษณาได้เพียง 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% เป็นของ TVD หรือ SPTV ในฐานะบริษัทลูก ซึ่งหาก TVD สามารถหาโฆษณามาได้ ก็เท่ากับว่าแทบไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเป็นค่าจ้างการผลิต

ที่สำคัญ ทาง NEWS ในฐานะบริษัทแม่ของ SPC จะต้องชำหนี้สินทั้งหมด ที่ SPTV ติดค้างต่างกรรมต่างวาระอีก 428.44 ล้านบาท รวมทั้งต้องชำระค่าใบอนุญาตงวดสุดท้ายอีก 234.97 ล้านบาท

เมื่อพิจารณาจากฝั่ง NEWS หรือ SPC ซึ่งจะมีรายได้จากค่าผลิตรายการ และ ที่เป็นเงินก้อนใหญ่ คือ TVD จ่ายค่าหุ้นรายเดือนๆละ 7.65 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 949.22 ล้านบาท ในเวลา 10 กว่าปี

ขณะที่ SPTV ประมูลเมื่อ 27 ธ.ค. 2556 ประเภทรายการข่าวและสาระ มูลค่า 1,318 ล้านบาท เมื่อตีมูลค่าอายุสัมประทาน 15 ปี เท่ากับปีละ 87.86 ล้านบาท หรือ ราวๆเดือนละ 7.32 ล้านบาท

ดังนั้นราคาที่ TVD จ่าย ใกล้เคียงกับค่าสัมปทานที่เหลือเฉลี่ยต่อปี และเท่ากับว่า SPC ขายหุ้นเกือบทั้งหมดใน SPTV ได้ราคาเพียงแค่อายุสัมปทานค่าใบอนุญาตที่เหลือ

เรียกว่ามูลค่าแบรนด์ หรือ อื่นๆที่สร้างมาหลายปีแทบไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย
บริษัทที่8ในเครือ TVD

TVD ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตค่อนข้างเร็ว โดยตั้งบริษัทเมื่อ 29 เมษายน 2542 ด้วยจํานวนพนักงานเพียง 12 คน จนถึงปัจจุบัน มีพนักงานทั้งเครือ 7 บริษัท จํานวนกว่า 2,000 คน (ดูรายละเอียด ธุรกิจTVD)

โครงสร้างธุรกิจ TVD
โครงสร้างธุรกิจ TVD ก่อนซื้อ SPTV

การเข้าถือหุ้นกว่า 90% ใน SPTV ทำให้มีบริษัทใหม่เข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างของ TVD เพิ่มเป็นบริษัทที่ 8

สำหรับผลประกอบการของ TVD มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในปี 2557 มีรายได้ 2,563.39 ล้านบาท ปี 2558 เพิ่มเป็น 3,061.15 ล้านบาท ปี 2559 เพิ่มเป็น 3,435.28 ปี 2560 ลดลงเล็กน้อยเหลือ 3,329.11 ล้านบาท และในปี 2561 ในครึ่งปีแรก รายได้รวม 1,823.89 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ผลประกอบกอบยังไม่น่าประทับใจนัก เนื่องจากมีผลขาดทุนสุทธิ และมีการจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นครั้งหลังสุดในปี 2559
ทำไม NEWS ต้องขายทิ้ง

NEWS ถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อขนาดใหญ่ในปัจจุบัน หลังจากเข้าไปบริหารบริษัทเนชัน มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้

หากยังไม่ขาย SPTV ก็ถือว่ากลุ่ม NEWS มีทีวีถึง 3 ช่อง คือ NBC , ปริงนิวส์ และ NOW หนังสือพิมพ์รายวันอีก 4 ฉบับ คือ กรุงเทพธุรกิจ The Nation คมชัดลึก และฐานเศรษฐกิจ

ด้วยความใหญ่โตของอาณาจักรสื่อในเครือ ในขณะที่วงการสื่อ”ถูกดิสรัป”จากเทคโนโลยีอย่างรุนแรง ยอดรายได้หดหายไปทุกค่าย ทำให้กลุ่ม NEWS เจอภาระหนักว่าจะแบกไปอย่างไร

ที่ผ่านมา NEWS มีการปรับโครงสร้างกันหลายรอบ เพื่อประคองให้รอดพ้นจากวิกฤตสื่อ จนล่าสุด มีการยุบ-ควบ-รวม ไปปักหลักรวมกันอยู่ที่ NMG ทั้งหมด รวมทั้งทีมข่าว Spring News ก็ย้ายไปทำให้กับช่อง NOW26

แต่หากต้องการรู้สถานะของ NEWS ก็ต้องไปดูที่บริษัทย่อยว่าเป็นอย่างไร
บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (SPC) งบปี 2560 ขาดทุน 513.02 ล้านบาท

บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด(SPTV) บริษัทลูก SPC งบปี 2560 ขาดทุน 19.28 ล้านบาท

บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จํากัด งบปี 2560 ขาดทุน 17.12 ล้านบาท

บริษัท กรีนเน็ต 1282 จํากัด งบปี 2560 ยังไม่แจ้ง แต่ในปี 2559 ขาดทุน 10.92 ล้านบาท

บริษัท เอ็นไวรอนเมนทอล โซลูชั่น อินทิเกร เตอร์ จํากัด ทำธุรกิจอุปกรณ์ตรวจสอบชีวอนามัย งบล่าสุดปี 2559 กำไรสุทธิ 11,285.80 บาท

เมื่อพิจารณาผลดำเนินงานของบริษัทในเครือ จะเห็นว่าตัวที่หนักที่สุด คือ SPC ที่ดูแลช่อง”สปริงนิวส์” ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่จะมีการตัดออกไปให้กับ TVD และ NEWS ไปลุยต่อที่ NMG ซึ่งมีสถานะหนักกว่า เนื่องจากประสบกับการขาดทุนมาหลายปีจากธุรกิจสื่อ”ขาลง”

ติดตามข่าวเกี่ยว NMG

ส่วน NEWS ได้ปรับกลยุทธ์ทั้งหมด ตามที่แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์ ได้หันไปเป็น “Content Provider” และประกาศเพิ่มทุนใหม่ 67,887,511,111 บาท จากทุนจดทะเบียน เดิม 132,430,426,881 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จํานวน 200,317,937,992 บาท นับว่าเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนอยู่ในอันดับต้นๆของประเทศไทย

สำหรับเหตุผลการเพิ่ม ส่วนหนึ่งมาจากต้องชําระภาระหนี้ของ SPTV ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขบังคับก่อน (Condition Precedent) ในการขายหุ้นสามัญจํานวน 90.1% ให้กับ TVD โดยตามงบการเงินระหว่างกาลสําหรับงวดหกเดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 ฉบับสอบทาน SPTV มีภาระหนี้สินที่ต้องชําระ ก่อนการขายหุ้นรวมประมาณ 428.44 ล้านบาท

ดูรายละเอียด มติกรรมการ NEWS

ดังนั้น การเปลี่ยนมือ “ทีวีดิจิทัล” และธุรกิจสื่อ ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะคนในแวดวงสื่อ เพราะก่อนหน้านั้นก็มีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่กันหลายราย ทั้ง เครืออัมรินทร์ เครือแกรมมี่ และอาร์เอส

เรื่องราวของแวดวงสื่อยังมีเรื่องที่น่าติดตามกันอีกมาก ตราบใดที่เทคโนโลยี “ดิสรัป”ทุกวัน และยังหาจุด Bottom ไม่ได้ ซึ่งต่อไปคงไม่เป็นเรื่องแปลกใจอะไร หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของในอนาคต